8. สรุป
กลุ่มชุดดินที่ 10 เป็นกลุ่มชุดดินที่เรียกว่าเป็นดินเปรี้ยวจัดหรือดินกรดกำมะถัน (acid sulfate soils) ประกอบด้วยชุดดินรังสิตประเภทกรดจัด มูโน๊ะ เชียรใหญ่ และองครักษ์ ดินพวกนี้มีเนื้อดินเป็นดินเหนียว ดินบนมีสีดำหรือเทาดำ มีปริมาณอินทรียวัตถุค่อนข้างสูง พบจุดประสีเหลืองฟางข้าวในช่วงดินตอนบนภายในระดับความลึกประมาณ 50 ซม. ดินล่างมีลักษณะเป็นดินเลนสีเทาปนเขียว มีสารประกอบกำมะถันมาก พบบริเวณที่ลุ่มต่ำชายฝั่งทะเล หรือบริเวณพื้นที่ที่เคยเป็นชายฝั่งทะเลมาก่อน มีการระบายน้ำเลวมาก ปฏิกิริยาของดินเป็นกรดจัดมาก มีค่า pH น้อยกว่า 4.0 จากการสำรวจพบว่ากลุ่มชุดดินนี้ส่วนใหญ่จะพบบริเวณชายฝั่งทะเลของภาคใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันออกบางส่วน มีเนื้อที่ทั้งสิ้นประมาณ 908,282 ไร่
การปรับปรุงดินเปรี้ยวจัดในกลุ่มชุดดินนี้ มีหลักการสำคัญ คือ การป้องกันน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน ป้องกันการเกิดกรดกำมะถัน การแก้ไขความเป็นกรด โดยใช้น้ำชลประทานและน้ำฝนชะล้าง หรือ/และการใช้วัสดุปูน ควรปรับปรุงสภาพพื้นที่ให้เหมาะสมกับชนิดของพืชที่จะปลูกและการคัดเลือกชนิดของพืชที่จะปลูกให้เหมาะสม
การปรับปรุงดินเพื่อใช้ปลูกพืช โดยการใช้น้ำชะล้างความเป็นกรดของดิน เป็นวิธีการที่ง่ายหากมีน้ำชลประทานที่มีคุณภาพดี ในปริมาณที่เพียงพอ อย่างไรก็ตามจะต้องใช้เวลาในการล้างดินอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อย 2-3 ปี และจำเป็นต้องควบคุมระดับน้ำใต้ดินให้อยู่เหนือชั้นดินเลนที่มีสารประกอบไพไรท์ โดยทั่วไปพบว่าชั้นไพไรท์อยู่ในระดับความลึกประมาณ 100-150 ซม. จากผวิดิน วิธีการที่รวดเร็วและได้ผลผลิตอีกวิธีการหนึ่งคือ การใช้วัสดุปูนทางการเกษตร เช่น หินปูนบด หินโคโลไมท์ ปูนมาร์ล และปูนขาว เป็นต้น ซึ่งในกลุ่มชุดดินนี้ ควรใช้วัสดุปูนในอัตราประมาณ 2-4 ตันต่อไร่ โดยใส่ประมาณ 4-5 ปี ต่อครั้ง นอกจากนี้แล้วกลุ่มชุดดินนี้มักจะขาดธาตุอาหารไนโตรเจนและฟอสฟอรัส จึงจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเพิ่มเพื่อแร่ธาตุดังกล่าว ในอัตราต่างๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของพืช
โดยทั่วไปสภาพพื้นที่ของกลุ่มชุดดินนี้จะเป็นที่ลุ่มน้ำขังในฤดูฝน ดังนั้นจึงเหมาะสมสำหรับการปลูกข้าว พบว่าพันธุ์ข้าวที่สามารถทนต่อความเปรี้ยวมีประมาณ 15 สายพันธุ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพันธุ์พื้นเมืองให้ผลผลิตต่ำ ดังนั้นหากมีการปรับปรุงดินแล้ว ควรใช้พันธุ์ข้าวแนะนำดังต่อไปนี้ คือ กข.7 กข.13 กข.21 สุพรรณบุรี 90 แก่นจันทร์ ลูกแดง ตำเมไหร อัลฮัมดูลิลละห์ ช่อนางเอื้อง และขาวดอกมะลิ 105 นอกจากใช้ปลูกข้าวในช่วงฤดูฝนแล้ว ในฤดูแล้งยังสามารถใช้ปลูกพืชไร่อายุสั้น และพืชผักได้อีกด้วย ในกรณีที่เกษตรกรมีความประสงค์จะเปลี่ยนสภาพการใช้ที่ดินจากนาข้าว เป็นการปลูกไม้ผลหรือไม้ยืนต้น หรือปลูกพืชผักหรือปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ หรือทำบ่อเลี้ยงปลา ก็สามารถทำได้ แต่การใช้ประโยชน์ที่ดินที่น่าจะเหมาะสมที่สุดคือ การทำการเกษตรแบบไร่นาสวนผสม ที่แบ่งการใช้ที่ดินออกเป็นนาข้าว ไม้ผล การเลี้ยงโคนม และการเลี้ยงปลา ควบคู่กันไปจะเป็นทางหนึ่งที่ทำให้เกษตรมีรายได้สูงขึ้น มีความเสี่ยงในด้านราคาผลิตผลน้อย และจะเป็นการทำการเกษตรที่เกื้อกูลซึ่งกันกันและเป็นการช่วยให้ดินมีความสามารถในการผลิตที่ยั่งยืน