8. สรุป
กลุ่มชุดดินที่ 44 ประกอบด้วยชุดดินจันทึกและน้ำพอง ซึ่งเกิดจากการทับถมของตะกอนลำน้ำเนื้อหยายหรือจากการสลายตัวผุพังของหินเนื้อหยาบ พบบริเวณตะพักลำน้ำระดับกลางหรือพื้นที่ที่เหลือค้างจากการกร่อนหรือที่ลาดเชิงเขา มีความลาดเทอยู่ระหว่าง 2-16 % สภาพการระบายน้ำดีถึงค่อนข้างดีเกินไป มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำและความสามารถในการอุ้มน้ำต่ำด้วย
ลักษณะเนื้อดินค่อนข้างเป็นทรายจัด ปฏิกิริยาดินเป็นกรดปานกลางถึงเป็นกลาง ค่าความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 5.5-7.0 ปัจจุบันในการปลูกพืชไร่และไม้ผลหรือไม้ยืนต้นบางชนิด เช่นมันสำปะหลัง อ้อย มะม่วงและยูคาลิปตัส เป็นต้น
กลุ่มชุดดินที่ 44 มีศักยภาพไม่ค่อยเหมาะสมในการปลูกพืชไร่และไม้ผล ไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้การทำนา แต่มีศักยภาพพอที่จะใช้ในการพัฒนาเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์และปลูกไม้โตเร็วบางชนิด
ปัญหาการใช้ประโยชน์กลุ่มชุดดินที่ 44 ได้แก่คุณสมบัติทางกายภาพของดิน เนื่องจากดินค่อนข้างเป็นทรายจัดทำให้ความสามารถในการอุ้มน้ำของดินต่ำและดินจะแห้งจัดในช่วงฤดูแล้ง ความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ การชะล้างพังทลายของดิน การขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูกและมีปัญหาเกี่ยวกับน้ำขังแฉะในดินชั้นล่างโดยเฉพาะชุดดินน้ำพองที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังจะได้รับผลกระทบ
การจัดการกลุ่มชุดดินนี้ควรเน้นด้านกายภาพและความอุดมสมบูรณ์ของดิน การรักษาความชื้นในดินและการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อช่วยเสริมในการเพาะปลูกในช่วงฝนทิ้งช่วง อย่างไรก็ตามการพัฒนาแหล่งน้ำนับว่ามีขอบเขตจำกัดมาก เพราะสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ค่อนข้างไม่เหมาะสมและดินเก็บกักน้ำไม่ค่อยอยู่โดยเฉพาะดินชุดจันทึก
ตารางที่ 3 สรุปการจัดการกลุ่มชุดดินที่ 44 เพื่อให้เหมาะสมในการปลูกพืชแต่ละชนิด
ชนิดพืช |
ปัญหาและข้อจำกัดในการใช้ประโยชน์ที่ดิน |
วิธีการจัดการดิน |
| 1.
พืชไร่
|
-
การชะล้างพังทลาย
|
-
ใช้วัสดุคลุมต้น
เช่นฟางข้าวหรือเศษพืชต่าง ๆ
เพื่อป้องกันไม่ให้เม็ดฝนที่ตกลงมากระทบผิวดินโดยตรง - ไถพรวนดินและปลูกพืชไร่ขวางความลาดเทของพื้นที่ - สร้างสิ่งกีดขวางทิศทางการไหลของน้ำผิวดิน เมื่อฝนตกหนัก เช่นคันดิน ร่องระบายน้ำ คันเบนน้ำ บ่อตักตะกอน หรือบ่อน้ำประจำไร่นา - ปลูกแถบหญ้า เช่น หญ้าแฝกสลับกับพืชที่ปลูกเป็นแถวขวางความลาดเทของพื้นที่ - ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยเทศบาล อัตรา 2-3 ต้น/ไร่ หรือปลูกพืชปุ๋ยสด แล้วไถกลบลงดินเมื่อปุ๋ยพืชสดอายุ 40-50 วัน หรือออกดอกได้ประมาณ 50 % พืชปุ๋ยสดที่แนะนำได้แก่ ปอเทือง ถั่วพุ่ม ถั่วดำ โสนต่างๆ - ทำร่องระบายน้ำเพื่อช่วยการระบายน้ำผิวดิน ไม่ให้ซึมลงไปในดินชั้นล่างมากจนทำให้เกิดการขังแฉะบริเวณรากพืชที่ปลูก -ใส่ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์(อัตรา 2-3 ต้น/ไร่) -- สำหรับปุ๋ยเคมี สูตร อัตรา และวิธีการใช้ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชดังนี้ - ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-12-17 หรือสูตร 13-13-21 หรือสูตร 14-14-21 อัตรา 40-60 กก./ไร่ ใส่ร่วมกับปุ๋ยสูตร 21-0-0 อัตรา 40-50 กก./ไร่ หรือใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50-80 กก./ไร่ เลือกใช้สูตรใดสูตรหนึ่ง วิธีใส่แบ่งใส่ 2 ครั้ง ๆ ละเท่า ๆ กัน ครั้งแรกหลังปลูก 1-2 เดือน และครั้งที่สองเมื่อมันสำปะหลังอายุ 4-6 เดือน ใส่โดยโรยข้างแถวปลูกแล้วพรวนดินกลบ - ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-5-14 หรือ 15-5-20 หรือ 16-11-14 อัตรา 70-90 กก./ไร่ เลือกใช้สูตรใดสูตรหนึ่ง วิธีการใส่ สำหรับอ้อยปลูกครั้งแรกแบ่งใส่ 20 กก./ไร่ รองก้นร่องและกลบปุ๋ยก่อนวางท่อนพันธุ์ ครั้งที่สองใส่ปุ๋ยที่เหลือโดยโรยข้างแถวปลูกแล้วพรวนดินกลบ ส่วนอ้อยตอใส่ปุ๋ยสูตรเดิม โดยแบ่งครึ่งใส่สองครั้งครั้งแรกใส่เมื่อเริ่มต้นฤดูฝน ครั้งที่สองหลังครั้งแรก 30 วัน ใส่โดยโรยข้างแถวปลูกแล้วพรวนดินกลบ |
ชนิดพืช |
ปัญหาและข้อจำกัดในการใช้ประโยชน์ที่ดิน |
วิธีการจัดการดิน |
| 1.3
ปอแก้ว
|
- การชะล้างพังทลายของหน้าดิน
|
-
ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 14-14-14 หรือ 15-15-15 หรือ
16-16-16 อัตรา 40-60 กก./ไร่
โดยโรยข้างแถวแล้วพรวนดินกลบ
เมื่อปอแก้วอายุ 20-25 วัน - ใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-8 อัตรา 30-40 กก./ไร่ ใส่ 2 ครั้ง แบ่งครึ่งใส่ ครั้งแรกรองก้นหลุมปลูก ครั้งที่สอง โรยข้างแถวหลังปลูก ถ้าปลูกแบบหว่าน เมื่องาอายุ 20-25 วัน - หรือใส่ปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 20-30 กก./ไร่ ร่วมกับปุ๋ยสูตร 21-0-0 อัตรา 20-30 กก./ไร่ หรือร่วมกับสูตร 46-0-0 อัตรา 10-20 กก./ไร่ โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง เท่า ๆ กัน คือรองกันหลุมปลูกและหลังปลูก 20-25 วัน ใส่โดยโรยข้างแถวปลูกแล้วพรวนดินกลบ - ปลูกแถวพืชตามแนวระดับขวางความลาดเทของพื้นที่ - ทำคันดินขวางความลาดเทของพื้นที่เพื่อช่วยชลอการไหลบ่าของน้ำที่ผิวดินเมื่อฝนตกหนักและบนคันดินให้ปลูกหญ้า เช่น หญ้าแฝกหรือพืชตระกูลถั่วคลุมเพื่อช่วยรักษาคันดิน - ปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินหรือปลูกพืชตระกูลถั่วแซมระหว่างแถวไม้ผลหรือไม้ยืนต้น นอกจากช่วยป้องกันการชะล้างทลายของหน้าดินแล้วยังช่วยรักษาความชื้นในดินและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินอีกด้วย - คลุกเคล้าดินในหลุมปลูกด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหลุมละ 20-50 กก. - ใสปุ๋ยเคมี สูตร อัตรา และวิธีการใช้ขึ้นอยู่กับชนิดของไม้ผลหรือไม้ยืนต้นดังนี้ |
ชนิดพืช |
ปัญหาและข้อจำกัดในการใช้ประโยชน์ที่ดิน |
วิธีการจัดการดิน |
| 2.1
มะม่วง
2.2 ไผ่ตง
2.3 มะม่วงหิมพานต์
2.4 ยูคาลิปตัส |
-
ใส่ปุ๋ยเคมีทุกปี ๆ ละ 2 ครั้ง
ในตอนต้นและปลายฤดูฝน
ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15
หรือสูตรอื่น ๆ
ที่มีธาตุอาหารเท่าเทียมกัน
อัตราที่ใช้ต่อต้นต่อปีจะเท่ากับครึ่งหนึ่งของอายุต้นมะม่วง
ควรใส่ร่วมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอัตรา
20-50 กก./ต้น
ให้ใส่ปุ๋ยเคมีเป็นจุดรอบรัศมีทรงพุ่ม
ส่วนปุ๋ยคอกให้โรยรอบรัศมีทรงพุ่ม - ให้ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกหรือเศษใบไม้แห้ง อัตรา 3-5 กก./หลุม ตอนเตรียมหลมุปลูก - ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือสูตรอื่นที่มีเนื้อธาตุอาหารพืชเท่าเทียมกัน อัตรา 20-30 กรัม/หลุม และปุ๋ยฟอสเฟสอัตรา 300 กรัม/หลุม - ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอัตรา 30-50 กก./ต้น และควรใส่ทุกปีร่วมกับการใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 อัตรา 300-800 กรัม/ต้น เมื่ออายุ 1-2 ปี และใส่ 1 กก./ต้น เมื่ออายุ 3 ปี อายุ 4-6 ปี ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 1.5-2.0 กก./ต้น อายุ 7 ปีขึ้นไป ใช้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 อัตรา 2-3 กก./ต้น - เพิ่มอินทรีย์วัตถุให้แก่ดิน โดยใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 15 กก./ต้น เป็นการใส่ปุ๋ยรองก้นหลุม - ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 โดยใส่ดังนี้ ครั้งแรก ใส่อัตรา 50 กรัม/ต้น รองก้นหลุมก่อนปลูก ครั้งที่สอง ใส่อัตรา 50 กรัม/ต้น โดยโรยรอบโคนต้น หลังปลูก 15 วัน ครั้งที่สาม ใส่อัตรา 50 กรัม/ต้น โดยโรยรอบโคนต้น ใส่ปลายฤดูฝน |
|
| 3. ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ |
เมื่อยูคาลิปตัสอายุ 2-4 ปี
ให้ใส่อัตรา 50 กรัมต่อต้น
ใส่ต้นและปลายฤดูฝน - ควรเป็นทุ่งหญ้าผสมถั่ว - พันธุ์หญ้าที่แนะนำให้ปลูก ได้แก่ หญ้าขน หญ้ากินนี หญ้าโร้ด หญ้าเนเปียลูกผสม หญ้าเฮมิวกินนี หญ้าบัฟเฟิลและหญ้าซิกแนล เป็นต้น -พืชตระกูลถั่วที่นำมาปลูกผสมกับหญ้า ได้แก่ ถั่วฮามาต้า ถั่วเซอราโตร ถั่วสไตโล ถั่วลาย ถั่วคุดซู เป็นต้น |