6. การจัดการกลุ่มชุดดินที่ 5 เพื่อให้เหมาะสมในการปลูกพืช

         ในการที่จะจัดการดินให้เหมาะสมแก่การปลูกพืชนั้นต้องพิจารณาจากข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วร่วมกับการจัดระบบการใช้ที่ดินให้สอดคล้องกับศักยภาพของดิน ซึ่งพอจะกล่าวสรุปได้ดังนี้

        6.1 การเลือกชนิดของพืชให้เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่และชนิดของดิน ซึ่งกลุ่มชุดดินที่ 5 มีศักยภาพเหมาะสมในการทำนาหรือปลูกข้าวเป็นอันดับแรกในช่วงฤดูฝนเนื่องจากพบในสภาพพื้นที่ราบต่ำดินมีการระบายน้ำเลว ดินมักมีน้ำท่วมขังอยู่ระหว่าง 4-5 เดือน อย่างไรก็ตามสามารถปลูกพืชไร่อายุสั้น เช่น ถั่วเหลือง ถั่งเขียว ถั่วลิสง ข้าวโพดหวาน ยาสูบ ฯลฯ และพืชผักต่าง ๆ ในช่วงฤดูแล้งหรือหลังการเก็บเกี่ยวข้าวแล้วเพราะดินยังมีความชื้นพอที่จะปลูกได้และพอจะมีแหล่งน้ำธรรมชาติมาช่วยเสริม

        6.2 การป้องกันน้ำท่วมขัง ในกรณีที่จะเปลี่ยนสภาพการใช้ที่ดินจากนาข้าวเป็นการปลูกพืชไร่ ไม้ผลและพืชผัก ต้องทำคันดินล้อมรอบพื้นที่เพาะปลูก และมีประตูปิดและเปิดเพื่อการระบายน้ำเข้าและออกจากพื้นที่เมื่อมีความจำเป็น

        6.3 การจัดการเพื่อแก้ปัญหาการระบายของดิน เนื่องจากกลุ่มชุดดินที่ 5 ในช่วงฤดูฝนระดับน้ำใต้ดินจะอยู่ตื้นหรือใกล้ผิวดินและดินมีการระบายน้ำเลว จึงจำเป็นต้องทำการยกร่องปลูกในกรณีจะปลูกพืชไร่ ไม้ผลและพืชผักทั้งในฤดูแล้งหรือปลูกแบบถาวร ในกรณีที่ปลูกพืชไร่และพืชผักหลังการเก็บเกี่ยวข้าวควรทำร่องระบายน้ำตื้น ๆ รอบแปลงนา ถ้าเป็นแปลงนาขนาดใหญ่ควรทำร่องระบายน้ำในแปลงนาห่างกัน 15-20 เมตร เพื่อช่วยการระบายที่ผิวดินเมื่อมีฝนตกหนัก

        6.4 การจัดการเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติทางด้านกายภาพของดินให้เกิดการร่วนซุยเหมาะสมต่อการปลูกพืชไร่และพืชผักโดยการการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก เป็นต้น ใช้อัตรา 1.5-2.0 ตันต่อไร่ ใส่คลุกเคล้ากับเนื้อดินบน หรือการปลูกพืชตระกูลถั่ว เช่น ปอเองหรือโสนอัฟริกัน แล้วไถกลบเมื่อออกดอกเป็นปุ๋ยพืชสดหรือการใส่วัสดุปรับปรุงดิน เช่น กากถั่วลิสง ขี้เลื่อย แกลบ กากน้ำตาล และเศษพืช เป็นต้น ไถคลุกเคล้าและกลบลงไปในดิน เมื่อสลายตัวแล้วจะช่วยทำให้ดินร่วนซุยและกลายเป็นอินทรียวัตถุช่วยเพิ่มแร่ธาตุอาหารพืชให้แก่ดินและยังช่วยดูดซับธาตุอาหารพืชที่ใส่ลงไปในดินในรูปปุ๋ยเคมีไม่ให้สูญเสียไปได้ง่ายอีกด้วย

        6.5 การจัดการเพื่อรักษาและปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดิน ถึงแม้ว่ากลุ่มชุดดินที่ 5 จะมีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางอยู่แล้วก็ตาม แต่เมื่อใช้เพาะปลูกพืชติดต่อกันหลาย ๆ ปีย่อมจะเสื่อมความอุดมสมบูรณ์ จำเป็นต้องมีการปรับปรุงแก้ไขซึ่งสามารถดำเนินการได้หลายวิธีดังนี้

        6.5.1 การจัดระบบการปลูกพืชหมุนเวียนที่มีการปลูกพืชตระกูลถั่วสอดแทรกอยู่ในระบบการปลูกพืชหลัก เช่น ปลูกถั่วเหลือง ข้าว ยาสูบ หรือ พืชผัก ข้าว ถั่วต่าง ๆ เป็นต้น จะช่วยรักษาและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน ซึ่งจะเป็นแนวทางหนึ่งในการเพิ่มผลผลิตของพืชหลักที่ปลูกอีกด้วย

        6.5.2 การปลูกพืชปุ๋ยสดแล้วไถกลบลงในดิน โดยปลูกพืชปุ๋ยสด เช่น ปอเทือง โสน โสนอัฟริกัน และถั่วต่าง ๆ ก่อนการปลูกข้าว 2-3 เดือนแล้วไถกลบลงในดินเมื่อพืชปุ๋ยสดออกดอกเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติทางด้านกายภาพและความอุดมสมบูรณ์ของดิน

        6.5.3 การใช้ปุ๋ยเพื่อรักษาและปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดิน ถ้าเป็นไปได้ควรใช้ทั้งปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีควบคู่กันไปในการใช้ดินปลูกพืชไร่ ไม้ผลและพืชผัก สำหรับปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกและปุ๋ยพืชสดจะช่วยในการปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพของดินที่ได้กล่าวมาแล้ว ส่วนปุ๋ยเคมีจะช่วยเพิ่มธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชที่ปลูก สำหรับสูตรอัตราและวิธีการใช้นั้นขึ้นอยู่กับชนิดของพืชและดินที่ปลูกพืช ซึ่งสรุปไว้ในตารางที่3

 

    back.gif (2807 bytes)forward.gif (2807 bytes)