7. ข้อเสนอแนะการใช้ประโยชน์กลุ่มชุดดินที่ 5 เพื่อการเกษตร
กลุ่มชุดดินที่ 5 มีศักยภาพเหมาะสมที่จะใช้ทำนาหรือปลูกข้าวในช่วงฤดูฝนเนื่องจากพบในสภาพพื้นที่ราบต่ำ มีสภาพพื้นที่ราบเรียบถึงเกือบราบเรียบ ดินมีการระบายน้ำเลวและมีน้ำขังแช่ที่ผิวดินอยู่ระหว่าง 4-5 เดือน ในช่วงฤดูแล้งมีศักยภาพเหมาะสมในการปลูกพืชไร่หลายชนิด เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง ข้าวโพดหวาน ยาสูบ และพืชไร่อายุสั้นอีกหลายชนิด นอกจากพืชไร่แล้วยังเหมาะสมในการปลูกพืชผักหลายชนิด เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ผักกาดเขียว แตงต่าง ๆ หอม ฯลฯ แต่ในสภาพปัจจุบันไม่เหมาะสมในการปลูกไม้ผล เนื่องจากดินมีการระบายน้ำเลวและมีน้ำขังแช่ที่ผิวดินเป็นระยะเวลานานในช่วงฤดูฝน ถ้าจะเปลี่ยนสภาพการใช้ที่ดินจากนาข้าวเป็นพื้นที่ปลูกเพื่อป้องกันน้ำท่วมขังและมีการยกร่องปลูกเพื่อช่วยปรับปรุงการระบายน้ำของดิน และมีการพัฒนาแหล่งน้ำเสริมเพื่อใช้ในการเพาะปลูกในช่วงฤดูแล้งซึ่งดินอาจมีความชุ่มชื้นไม่เพียงพอสำหรับการปลูกพืชบางชนิด อย่างไรก็ตามเพื่อให้การใช้ประโยชน์กลุ่มชุดดินนี้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด ควรจะได้มีการจัดระบบการใช้ที่ดิน แบบไร่นาสวนผสม โดยมีการแบ่งพื้นที่การใช้ประโยชน์ที่ดินออกเป็นส่วน ๆ ดังนี้
7.1 บริเวณที่ใช้ทำนาหรือปลูกข้าว ควรเป็นพื้นที่ราบต่ำสุดของบริเวณที่ดินที่เกษตรกรถือครอง ในช่วงฤดูฝนน้ำจะขังเร็วกว่าพื้นที่ส่วนอื่นและมักจะไม่ขาดน้ำในการเพาะปลูกข้าว เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวที่ปลูก ควรปฏิบัติตามข้อเสนอแนะที่ได้กล่าวไว้ในตารางที่ 3 เกี่ยวกับการจัดการดินเพื่อให้เหมาะสมในการปลูกข้าว พื้นที่ส่วนนี้สามารถใช้ประโยชน์ในการปลูกพืชไร่อายุสั้นและพืชผักต่าง ๆ ก่อนและหลังการปลูกข้าวได้ด้วยเพราะจะเป็นบริเวณที่ดินยังมีความชื้นพอที่จะปลูกได้และถ้าได้มีการพัฒนาแหล่งน้ำมาช่วยเสริมจะมีศักยภาพเหมาะสมในการปลูกพืชไร่และพืชผักเป็นอย่างมาก และได้มีการปฏิบัติอย่างกว้างขวางในภาคเหนือของประเทศไทย เช่น ที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และจังหวัดลำพูน
7.2 บริเวณที่ใช้ปลูกพืชไร่ พืชผักและไม้ผลตลอดปี ควรเป็นพื้นทีที่อยู่สูงกว่าบริเวณ 7.1 คือ เป็นนาค่อนข้างดอน ทำคันล้อมรอบเพื่อป้องกันน้ำท่วมและปรับปรุงสภาพการระบายน้ำของดินโดยการยกร่องหรือทำร่องระบายน้ำรอบแปลง รวมทั้งการปรับระดับพื้นที่ภายในแปลงให้สม่ำเสมอ การจัดการดินเพื่อปลูกพืชไร่ พืชผัก ชนิดต่าง ๆ ควรปฏิบัติตามข้อเสนอแนะที่ได้กล่าวไว้ในตารางที่ 3
7.3 บริเวณที่พัฒนาแหล่งน้ำ ควรเป็นพื้นที่ที่อยู่ระหว่างพื้นที่ที่ใช้ปลูกข้าว และพืชไร่ ไม้ผล และพืชผักต่าง ๆ พื้นที่ส่วนนี้จะไม่ลุ่มและดอนจนเกินไป ขนาดของแหล่งน้ำที่จะพัฒนาทั้งควรเป็นขนาดแหล่งน้ำประจำไร่นาคือมีความจุประมาณ 1,250 ม3 จะมีจำนวนกี่แห่งนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการใช้ประโยชน์ และแหล่งน้ำที่พัฒนาขึ้นมาควรจะมีการเลี้ยงปลาที่เลี้ยงง่าย โตเร็วและเป็นที่ต้องการของตลาด เช่น ปลาไน ปลานิล ปลาดุก ปลาสวาย ปลาหมอตาล ปลาเทโพ และอื่น ๆ สำหรับบริเวณคันดินรอบบ่อหรือสระน้ำที่พัฒนาขึ้นควรใช้เป็นที่ปลูกไม้ผล เช่น มะม่วง ขนุน ฝรั่ง กล้วย ฯลฯ และไม้ดอกและไม้ประดับต่าง ๆ เพื่อให้เกิดรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้บริเวณคันดินรอบบ่อควรมีการปลูกหญ้า เช่น หญ้าแฝกทั้งด้านในและด้านนอกเพื่อป้องกันการกัดเซาะดินบริเวณคันดินรอบบ่อด้วย
7.4 บริเวณที่ใช้เลี้ยงสัตว์ ได้แก่ ไก่ หมู และเป็ด เป็นต้น ควรใช้บริเวณพื้นที่ที่พัฒนาเป็นแหล่งที่มีการเลี้ยงปลาด้วย โดยสร้างเป็นโรงเรือนขึ้นมา แล้วมีการเลี้ยง ไก่ หมู และหรือเป็ด ให้ถ่ายมูลลงในบ่อน้ำเพื่อเป็นอาหารของปลาซึ่งจะเป็นการช่วยลดต้นทุนอาหารปลาได้ส่วนหนึ่ง
สำหรับอัตราส่วนการใช้ที่ดินประเภทต่าง
ๆ
ที่กล่าวจะขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่แต่ละแห่ง
ความต้องการของเกษตรกรผู้ถือครองที่ดินและสภาพเศรษฐกิจได้แก่ความต้องการของตลาดทั้งในท้องถิ่นและนอกท้องถิ่นสำหรับผลิตผลทางการเกษตรที่กล่าว
อย่างไรก็ตามควรจะได้ยึดตามแนวทฤษฎีใหม่ในการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่มีแนวพระราชดำริให้กันพื้นที่ประมาณ
30 เปอร์เซ็นต์
ของพื้นที่ที่ถือครองเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำ