8. สรุป

          กลุ่มชุดดินที่ 5 เกิดจากการทับถมของตะกอนน้ำจืด พบบริเวณราบต่ำ (semi – recent terrace) มีสภาพพื้นที่ราบเรียบถึงเกือบราบเรียบ มีความลาดเทน้อยกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ ดินมีสภาพการระบายน้ำเลว ในช่วงฤดูฝนจะมีน้ำขังที่ผิวดินอยู่ระหว่าง 4-5 เดือน จึงเป็นกลุ่มชุดดินที่เหมาะสมในการทำนาและมีศักยภาพเหมาะสมในการปลูกพืชไร่และพืชผักในช่วงฤดูแล้งกลุ่มชุดดินที่ 5 ประกอบด้วยชุดดินหลัก คือ ชุดดินหางดง พาน และละงู ซึ่งชุดดินเหล่านี้ใช้ประโยชน์ในการทำนาให้ผลผลิตข้าวอยู่ในระดับปานกลางถึงค่อนข้างสูง ปัญหาและข้อจำกัดในการใช้ประโยชน์ได้แก่ปัญหาน้ำท่วมในบางปี การระบายน้ำของดินเลวจึงไม่สามารถปลูกพืชไร่ ไม้ผล และพืชผักได้ในช่วงฤดูฝน ถ้าจะใช้ปลูกต้องมีการปรับปรุงแก้ไขหรือพัฒนาที่ดินโดยทำคันดินรอบพื้นที่เพาะปลูกป้องกันน้ำท่วมและมีการยกร่องปลูกเพื่อช่วยการระบายของดิน นอกจากปัญหาดังกล่าวแล้วกลุ่มชุดดินนี้ยังขาดธาตุอาหารพืชบางอย่าง จำเป็นต้องมีการใส่ปุ๋ยทั้งปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี สำหรับสูตร อัตราและวิธีการใช้ได้สรุปไว้ในตารางที่ 3การใช้ประโยชน์กลุ่มชุดดินที่ 5 ที่เหมาะสมควรใช้ที่ดินแบบไร่นาสวนผสม มีการใช้ที่ดินทั้งการปลูกข้าว ไม้ผล ทำสวนผัก และมีการเลี้ยงสัตว์ควบคู่กันไปด้วย เกษตรกรผู้ถือครองที่ดินจะเลือกดำเนินกิจกรรมใดนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่ถือครองและสภาวะทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะราคาและความต้องการพืชผลของตลาดที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนสูงและกิจกรรมในไร่นาสวนผสมที่กล่าวนั้นจะต้องเอื้อประโยชน์ต่อกันด้วย จึงจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและยังช่วยให้เกษตรกรลดความเสี่ยงในด้านผลผลิตและราคาผลผลิตและยังช่วยในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรดินไม่เสื่อมโทรมและรักษาการผลิตแบบเกษตรยั่งยืนในเวลาเดียวกันด้วย

    ตารางที่ 3 สรุปการจัดการกลุ่มชุดดินที่ 5 เพื่อให้เหมาะสมในการปลูกพืชแต่ละชนิด

ชนิดพืช

ปัญหาและข้อจำกัดในการใช้ประโยชน์ที่ดิน

วิธีการจัดการดิน

1. ข้าว

  1.1 ข้าวนาปี (นาดำ)

- พันธุ์ไวต่อช่วงแสง ได้แก่ ข้าวดอกมะลิ 105, เหนียวสันป่าตอง, เหลืองใหญ่ 148 เหมยนอง เป็นต้น

-พันธุ์ไม่ไวต่อช่วงแสงได้แก่พันธุ์ กข 4, กข6 , กข8 เป็นต้น

1.2 ข้าวนาปรังได้แก่ กข 23 , กข 25

- ดินขาดธาตุอาหารพืชบางอย่าง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-การระบายน้ำของดินเลว

-น้ำท่วมขังในฤดูฝน

- ใส่ปุ๋ยอินทรีย์พวก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก อัตรา 100 กก./ไร่ในระยะการไถเตรียมดินก่อนปักดำข้าว หรืออาจจะมีการปลูกพืชตระกูลถั่วพวกปอเทือง โสนอัฟริกันฯ เพื่อเป็นปุ๋ยพืชสด โดยใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ 5 กก./ไร่หว่านก่อนถึงฤดูทำนาประมาณ 2-3 เดือน และจึงไถกลบ

- การใส่ปุ๋ยเคมี ควรใส่ 2 ครั้ง

ครั้งแรก ใส่ปุ๋ยปักดำ 1 วัน หรือใส่วันปักดำแล้วคราดกลบโดยใช้ปุ๋ย 16-20-0 หรือ 20-20-0 อัตรา 20 กก./ไร่ สำหรับข้าวพันธุ์ไวต่อช่วงแสง และอัตรา 35 กก./ไร่ สำหรับข้าวพันธุ์ไม่ไวต่อช่วงแสง

ครั้งที่สอง ใส่ก่อนระยะข้าวออกดอกประมาณ 30 วัน หรือ หลังจากปักดำแล้วประมาณ 30-45 วัน โดยหว่านให้ทั้งแปลงเป็นการใส่ปุ๋ยแต่งหน้าด้วย

 

 

 

การเตรีมพื้นที่เพาะปลุก

1. ในกรณีปลูกพืชไร่ในช่วงฤดูแล้งหรือหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ควรดำเนินการดังต่อไปนี้

-ให้ทำร่องรอบกระทงนาและทำร่องภายในกระทงนาในกรณีที่กระทงนาใหญซึ่งห่างกันประมาณ 10-15 เมตร และร่องมีความกว้าง 40-50 ซม. ลึกประมาณ 20-30 ซม. ซึ่งร่องที่กล่าวนั้จะช่วยระบายน้ำผิวดินและสะดวกในการให้น้ำและเข้าไปดูแลพืชที่ปลูก่

 

 

 

 


2.1พืชตระกูลถั่ว(ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง)

 

 


2.2 ข้าวโพดและข้าวฟ่าง

-น้ำท่วมขังในฤดูฝน

 

 


-ดินขาดธาตุอาหารพืชบางอย่างและดินค่อนข้างไม่ร่วนซุย

2.ในกรณีเปลี่ยนสภาพการใช้ที่ดินจากนาข้าวเป็นพื้นที่ปลูกพืชไร่อย่างถาฟรคือปลูกทั้งฤดูฝนและฤดูแล้งให้ทำคันดินรอบพื้นที่ปลูกแลพให้ยกร่องปลูกแบบถาวร สันร่องปลูกกว้าง 6-8 เมตรมีคูระบายน้ำกว้างประมาณ 1.5 เมตร และลุกประมาณ 1 เมตร บนสันร่องปลูกอาจแบ่งซอยเป็นสันร่องย่อย โดยยกแปลงให้สูงขึ้น 10-20 ซม. และกว้าง 1.5-2.0 เมตร เพื่อช่วยระบายน้ำบนสันร่องและสะดวกในการเข้าไปดูแลพืชทีปลูก

-แก้ไขโดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีสำหรับสูร อัตราและวิธีการใช้ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชที่ปลูกดังต่อไปนี้

-ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักอัตรา 1-2 ตันต่อไร่หว่านให้ทั่วแปลงแล้วไถคลุกเคล้ากับดินก่อนปลูก 7-14 วัน

-ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 0-46-0 อัตรา 15-20 กก/ไร่ หรือสูตร 0-20-0 อัตรา 30-40 กก/ไร่ หรือสูราอื่นที่มีธาตุอาหารพืชเท่าเทียมกัน ใส่รองก้นร่องปลูกหรือโรยสองข้างแถวปลูกแล้วพรวนดินกลบเมื่อถั่วอายุได้ 20-25 วัน


-ใส่ปุ๋ยสูตร 20-20-20 อัตรา 40-50 กก/ไร่หรือสูตร 23-23-0 อัตรา 30-40กก/ไร่ โรยข้างแควปลูกแล้วพรวนดินกลบเมื่อข้าวโพด-ข้าว ข้าวฟ่างอายุ 20-25 วัน หรือใส่ปุ๋ยสูร 16-20-0 อัตรา 30-40 กก/ไร่ โดยใส่รองก้นหลุม ร่วมกับปุ๋ยสูตร 21-0-0 อัตรา 20-30 กก/ไร่ หรือ 46-0-0 อัตรา 10-15 กก/ไร่ ใส่สองข้างแถวแล้วพรวนดินกลบเมื่อข้าวโพดหรือข้าวฟ่างอายุ 20-25 วัน

 

    ตารางที่ 3 (ต่อ)

ชนิดของพืช

ปัญหาและข้อจำกัดในการใช้ประโยชน์ที่ดิน

วิธีการจัดการดิน

2.3 ละหุ่ง

 

2.4 ฝ้าย

 

 


3. พืชผักต่าง ๆ

 

 

3.1ผักรับประทานใบและลำต้น ได้แก ่คะน้า ผักกาดขาว กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก

 

 

 

 

 


-ดินมีการระบายน้ำเลวและมีน้ำแช่ในช่วงฤดูฝน

-ดินขาดธาตุอาหารบางอย่างและคุณสมบัติทางกายภาพของดินไม่ค่อยดี

-ใส่ปุ๋ยสูตร 20-20-0 หรือสูตรอื่นที่มีเนื้อธาตุอาหารใกล้เคียงกัน อัตรา 25-50 กก/ไร่ โดยแบ่งใส่สองครั้ง ๆ เท่ากันครั้งแรกใส่รองก้นหลุมก่อนปลูกและครั้งที่สองเมื่ออายุ 25-30 วัน

-โดยทั่วไปใช้สูตร 21-0-0 อัตรา 20-30 กก/ไร่ หรือสูตร 46-0-0 อัตรา 15-20 กก/ไร่ ใส่หลังปลูก 20-25 วัน โดยโรยสองข้างแถวแล้วพรวนดินกลบ ในกรณีที่ดินมีธาตุฟอสฟอรัสต่ำ ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 20-20-0 อัตรา 30-40 กก/ไร่ หรือสูตร 23-23-0 อัตรา 30-40 กก/ไร่ หรือสูตา 16-20-0 อัตรา 35-45 กก/ไร่ ใส่หลังปลูก 20-25 วัน โดยโรยสองข้างแถวปลูกแล้วพรวนดินกลบ

-การแก้ไขให้ดำเนินการเช่นเดียวกับการเตรียมพื้นที่ปลูกพืชไร่ที่ได้กล่าวมาแล้ว

-การจัดการหรือแก้ไขขึ้นอยู่กับชนิดของพืชผักที่ปลูก สำหรับการปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพของดินให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ได้แก่ ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอัตรา 1-2 ตัน/ไร่ หว่านให้ทั่วแปลงปลูกแล้วไถกลบก่อนปลูก ส่วนการใช้ปุ๋ยเคมีควรจะได้ปฏิบัติดังนี้

-ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 40-50กก/ไร่ โยแบ่งใส่ 2 ครั้ง เท่า ๆ กัน ครั้งแรกใส่หลังจากย้ายกล้าปลูกแล้ว 7 วัน ครั้งที่สองใส่หลังจากใส่ครั้งแรก 20-25 วัน โดยใส่สองข้างแถวแล้วพรวนดินกกลบ

    ตารางที่ 3 (ต่อ)

ชนิดของพืช

ปัญหาและข้อจำกัดในการใช้ประโยชน์ที่ดิน

วิธีการจัดการดิน

3.2 ผักรับประทานผล เช่น พริก มะเขือเทศ มะเขือต่าง ๆ แตงต่าง ๆ เป็นต้น

ถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา

 

3.3 ผักรับประทานหัวได้แก่ หอม กระเทียม และหอมหัวใหญ่
3.4 ผักรับประทานหัวที่สะสมแป้งได้แก่ เผือก มันเทศ เป็นต้น

4. ไม้ผล

 

 

 

 

 

 

 

-ปัญหาน้ำท่วม หรือน้ำแช่ขัง

-ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50-60 กก/ไร่ โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ๆ ละเท่ากัน ครั้งแรกใส่หลังจากย้ายกล้าปลูกแล้ว 5-7 วัน ครั้งที่สนองใส่เมื่อเริ่มออกดอกหรือหลังจากย้ายกล้าปลูกแล้วประมาณ 30 วัน โดยโรยสองข้างแถวแล้วพรวนดินกลบ

-ใช้ปุ๋ยสูตร 10-30-10 อัตรา 30-40 กก/ไร่ โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง เท่า ๆ กัน ครั้งแรกใส่รองก้นหลุมก่อนปลูกโดยหว่านให้ทั่วแปลง กลบดินแล้วหยอดเมล็ดครั้งที่สองใส่เมือเริ่มออกดอกโดยโรยสองข้างแถวแล้วพรวนดินกลบ

-ใช้ปุ๋ยสูตร 20-10-10 อัตรา 40-50 กก/ไร่ โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง เท่า ๆ กัน ตั้งแรกใส่ก่อนปลูกโดยหว่านให้ทั่วแปลง ครั้งที่สองใส่หลังจากปลูกแล้ว 30 วัน โดยวิธีหว่านให้ทั่วแปลง แล้วให้น้ำทันที

-ใช้ปุ๋ยสูตร 16-8-16 อัตรา 50-60 กก/ไร่ โดยแบ่งใส่ 2 ครั้งเท่า ๆ กัน ครั้งแรกใส่รองก้นหลุมก่อนปลูก ครั้งที่สองใส่หลังจากปลูกแล้ว 30 วัน โดยโรยสองข้างแถวแล้วพรวนดินกลบ

-ทำคันดินล้อมรอบพื้นที่เพื่อป้องกันน้ำท่วม

-ยกร่องปลูกไม้ผลเพื่อป้องกันการแช่ขังของน้ำและเพื่อช่วยการระบายน้ำของดินให้ดีขึ้นเมื่อระดับน้ำใต้ดินตื้น

-เตรียมหลุมปลูกขนาด 50x50x50 ซม.คลุกเคล้าด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 25-30 กก/หลุม

4.1 มะม่วง พันธุ์ที่แนะได้แก่ เขียงเสวย ทองดำ ฟ้าลั่น น้ำดอกไม้ หนับกลางวัน

 


4.2 มะละกอ พันธุ์ที่แนะนำได้แก่ โกโก้ แขกดำ จำปาดะ สายน้ำผึ้ง ฮาวาย มาเลเซีย

4.3 ฝรั่ง พันธุ์ที่แนะนำได้แก่ พันธุ์เวียดนาม ทูบเกล้า กลมสาลี่

4.4 กล้วยหอมพันธุ์ที่แนะนำได้แก่ กล้วยหอมทอง

4.5 ลำไย พันธุ์ที่แนะนำได้แก่ อีดอ ชมพู แห้วเบี้ยว เขียว

-ดินขาดธาตุอาหารพืชบางอย่าง

-แก้ไขโดยการใช้ปุ๋ยสูตร อัตรา และวิธีการใช้ขึ้นอยู่กับไม้ผลที่ปลูก ดังนี้

-การใส่ปุ๋ยเคมีให้ใช้อัตราครึ่งหนึ่งของจำนวนอายุเช่น มะม่วง อายุ 10 ปี ก็ใส่ปุ๋ยจำนวน 5 กก/ต้น โดย 1:3 ส่วนใช้ปุ๋ย 13-13-21 ใส่ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 1:3 ส่วนปุ๋ยสูตร 15-15-15 ใส่ในช่วงเดือนพฤษภาคมและใส่ปุ๋ยที่เหลืออีก1:3รูป ของปุ๋ยสูตร 12-24-12 หรือ 8-24-24 ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม

-ปุ๋ยเคมีควรใช้สูตร 14-12-12 หรือ 20-15-15 ควรใส่ครั้งแรกหลังจากย้ายปลูก2-3 อาทิตย์ ถึงมะละกออายุได้ 1 ปี ใส่ปุ๋ย 1 กก/ต้น/ปี หลังจากอายุได้ 1 ปีขึ้นไปใส่ประมาณ 1-1.5 กก/ต้น/ปี


-ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 อัตราประมาณ 1 กก/ต้น/ปี ควบคู่ไปกับการใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก อัตรา 10 กก/ต้น



-ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เมื่ออายุได้ 1 สัปดาห์ 1 เดือน และ 2 เดือน ตามลำดับ ครั้งละประมาณ 5 กก/ต้น


-เมื่อต้นลำใยเริ่มให้ผลควรงดการให้น้ำช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม ควรทำความสะอาดบริเวณโคนต้น กากหญ้าและเก็บกวาดใบ ที่ร่วงออกเพื่อให้หน้าดินแห้ง

-เดือนกุมภาพันธ์ ลำใยแทงข่อดอก เริ่มให้น้ำโดยค่อย ๆ เพิ่มปริมาณจนถึงปกติ

-เดือนมีนาคม-มิถุนายน ควรมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ใส่ปุ๋ยบำรุงผล สูตร 12-12-17-2 หรือ ปุ๋ยสูตรเสมอในอัตราครึ่งหนึ่งของอายุต้นและควรมีการค้ำยันกิ่งและฉีดสารเคมีป้องกันโรคและแมลงด้วย

-ช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมควรมีการลดการให้น้ำลงก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต

-ช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน ควรมีการตัดแต่งกิ่งฉีดยาป้องกันโรคแมลงและใส่ปุ๋ยบำรุงต้นสูตร 15-15-15 อัตราครึ่งหนึ่งของอายุต้น ร่วมกับการใส่ปุ๋ยคอกในอัตราเท่ากับอายุของต้น

4.6 ลิ้นจี่ พันธุ์ที่แนะนำได้แก่ฮงฮวย โอเฮียะ กิมเจ็งค่อม หอมลำเจียก กะโหลกในยาว สาแหรกทอง แห้วสำเภาแก้ว กะโหลกในเตา ฯ

 

-ช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม เป็นระยะที่ลิ้นจี่พักตัวเพื่อสร้างตาดก จึงควรมีการงดการให้น้ำทำการตัดแต่งกิ่ง ทำความสะอาดบริเวณโคนต้น

-ช่วงปลายเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ จะเริ่มเห็นตาดอกชัดเจนถึงเริ่มให้น้ำโดยค่อย ๆ เพิ่มปริมาณจนถึงปกติ เมื่อติดผลด่อนควรมีการใส่ปุ๋ยเพื่อบำรุงโดยใช้ปุ๋ย

สูตรเสมอ หรือสูตร 12-12-12 อัตราครึ่งหนึ่งของอายุของต้นร่วมกับการใส่ปุ๋ยคอก 10-20 กก/ต้น

-ช่วงกรกฎาคม-มิถุนายน ควรลดการให้น้ำลงก่อนการเก็บเกี่ยว

-ช่วงกรกฎาคม-ตุลาคม หลังการเก็บเกี่ยวมีการตัดแต่งกิ่งโดยเร็วและควรใส่ปุ๋ยคอกบำรุงต้นถ้าเป็นพวกมูลวัว แลควาย ใส่ตามอายุของลิ้นจี่ เช่น อายุ 5-10 ปี ให้ใส่ 5-10 ปีบ ถ้าเป็นมูลไก่ควรลดเหลือ 50% หรือถ้าเป็นมูลค้างคาวลดเหลือ 10 %

back.gif (2807 bytes)forward.gif (2807 bytes)