6. การจัดการกลุ่มชุดดินที่ 10 เพื่อให้เหมาะสมในการปลูกพืช
ในการจัดการกลุ่มชุดดินนี้ให้เหมาะสมในการปลูกพืชนั้นจะต้องพิจารณาหาข้อจำกัดต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วพิจารณาร่วมกับชนิดของพืชที่จะทำการเพาะปลูก อย่างไรก็ตามจาการจัดชั้นความเหมาะสมของดินที่ได้กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่ากลุ่มชุดดินนี้มีศักยภาพเหมาะสมที่จะใช้ในการทำนามากกว่าการปลูกพืชไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้น หรือพืชผัก ถ้าจะใช้ในการปลูกพืชอื่นนอกเหนือจากการปลูกข้าวจะต้องมีการปรับปรุงพื้นที่เพื่อป้องกันน้ำท่วมและสภาพการระบายน้ำของดินจึงจะสามารถปลูกได้ทั้งในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้ง ดังนั้นจึงแบ่งการจัดการดินออกตามชนิดของพืช ดังนี้
6.1 การจัดการกลุ่มชุดดินที่ 10 สำหรับการปลูกข้าวหรือทำนา ข้อจำกัดที่สำคัญคือ ความเป็นกรดจัดหรือดินเปรี้ยวจัด ทำให้การปลูกข้าวไม่ได้ผล หรือผลผลิตต่ำ ควรมีการจัดการดังต่อไปนี้เพื่อเพิ่มผลผลิตของข้าวที่ปลูก
6.1.1 การแก้ปัญหาการเป็นกรดของดิน ควรปฏิบัติดังนี้
6.1.1.1 การยับยั้งความเป็นกรดของดินเพิ่มขึ้น บริเวณที่มีน้ำชลประทาน ดินควรมีน้ำขังแช่ เพื่อไม่ให้หน้าดินแห้ง ถ้าหน้าดินแห้งอากาศจะแทรกลงไปในดิน ทำปฏิกิริยากับแร่ไพไรท์ที่หลงเหลืออยู่ในดิน ทำให้เกิดสารจาโรไซท์ และกรดกำมะถัน จะทำให้ดินเป็นกรดเพิ่มขึ้น ในกรณีที่มีน้ำชลบประทานเพียงพอ จึงแนะนำให้ใช้ดินกลุ่มนี้ปลูกข้าวอย่างน้อย 2 ครั้ง ในรอบปี ซึ่งจะเป็นวิธีที่ดีในการป้องกันการเกิดกรดและลดกรดในดิน
6.1.1.2 การล้างกรดออกจากดิน ทำได้ทั้งล่างด้วยน้ำฝนและน้ำชลประทาน ปล่อยให้น้ำขังระยะสั้นๆ แล้วระบายออก ควรทำหลายๆ ครั้งและต่อเนื่องกันทุกปี จะช่วยในการลดกรดในดิน ถ้าในกรณีที่ไม่สามารถระบายน้ำออกจากพื้นที่ได้ ให้ปล่อยน้ำขังแช่ในแปลงนาไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ จะช่วยลดความเป็นกรดของดิน เสร็จแล้วจึงเตรียมดินปลูกข้าว ซึ่งวิธีนี้นับว่าได้ผลดีพอสมควร
6.1.1.3 การแก้ไขความเป็นกรด ที่ได้ผล คือ การใช้ปูนต่างๆ เช่น ปูนขาว ปูนมาร์ล ปูนเปลือกหอย หินปูนบด หรือหินปูนฝุ่น เป็นต้น ใส่ลงไปในดินเพื่อไปทำปฏิกิริยากับกรดในดินเป็นการลดความเป็นกรดของดินให้น้อยลง และช่วยลดปริมาณสารพิษต่างๆ ให้อยู่ระดับที่ไม่เป็นพิษต่อพืช อัตราที่ใช้อยู่ระหว่าง 2-4 ตันต่อไร่ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการเป็นกรดของดินและชนิดของปูน ใส่ครั้งหนึ่งจะมีผลอยู่ได้ประมาณ 5 ปี สำหรับวิธีการใส่นั้น ให้หว่านปูนให้ทั่วแปลงนา แล้วทำการไถแปรและปล่อยน้ำให้ขังแช่ประมาณ 10 วัน หลังจากนั้นระบายน้ำออกเพื่อล้างสารพิษ แล้วค่อยขังน้ำใหม่เพื่อทำเทือกและรดปักดำ
6.1.2การปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินเพื่อเพิ่มผลผลิตของข้าว เนื่องจากกลุ่มชุดดินที่ 10 เป็นดินเปรี้ยวจัด ความอุดมสมบูรณ์ต่ำถึงระดับปานกลาง จำเป็นต้องมีการใช้ปุ๋ยช่วยและการปลูกพืชบำรุงดินสลับกับการปลูกข้าว โดยปลูกในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งจะได้แยกกล่าวดังต่อไปนี้
6.1.2.1 การใช้ปุ๋ยเคมี ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ควรใช้ปุ๋ยสูตรและอัตรา ดังต่อไปนี้
1) สำหรับพันธุ์ข้าวไม่ไวต่อแสงปลูกในฤดูฝน ใช้ปุ๋ย 16-20-0 อัตรา 123-150 กก./ไร่ หรือปุ๋ย 16-20-0 อัตรา 30 กก./ไร่ ใส่รวมกับปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต อัตรา 74-96 กก./ไร่ หรือร่วมกับปุ๋ยยูเรียอัตรา 33-43 กก./ไร่
2) สำหรับพันธุ์ข้าวไม่ไวต่อแสงปลูกในฤดูแล้ง ใช้ปุ๋ย 16-20-0 อัตรา 87-103 กก./ไร่ หรือปุ๋ย 16-20-0 อัตรา 30 กก./ไร่ ใส่ร่วมกับปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต อัตรา 46-58 กก./ไร่ หรือร่วมกับปุ๋ยยูเรียอัตรา 20-26 กก./ไร่
สำหรับวิธีการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสม ถ้าใช้ปุ๋ย 16-20-0 อย่างเดียว ให้แบ่งใส่เท่าๆ กันสองส่วน ส่วนที่หนึ่งใส่ในระยะปักดำ ส่วนที่สองใส่หลังจากปุ๋ยส่วนที่หนึ่งแล้ว 30 วัน หรือใส่ระยะที่กำเนิดช่อดอก ในกรณีที่ใส่ปุ๋ย 16-20-0 ร่วมกับปุ๋ยอื่น ให้แบ่งปุ๋ยอื่น (แอมโมเนียมซัลเฟต หรือยูเรีย) ออกเป็นสองส่วน ส่วนที่หนึ่งใส่พร้อมกับปุ๋ย 16-20-0 ในระยะปักดำ ส่วนที่สองให้ใส่ร่วมกับปุ๋ย 16-20-0 หลังจากใส่ส่วนที่หนึ่ง 30 วัน หรือในระยะที่ข้าวกำเนิดช่อดอก การใส่ปุ๋ยดังกล่าวนี้ จะให้ได้ผลจะต้องมีการปรับปรุง หรือแก้ความเป็นกรดของดินควบคู่ไปด้วย
6.1.3 การเลือกปลูกพันธุ์ข้าวทนดินเปรี้ยวจัดจะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยเพิ่มผลผลิตข้าว ซึ่งได้แก่ พันธุ์ดังต่อไปนี้
6.1.3.1 พันธุ์ข้าวที่มีความทนทานต่อสภาพดินเปรี้ยวจัด ได้แก่ พันธุ์ข้าวลูกแดง ข้าวขาวตายก รวงยาว สีรวง อัลอัมดูลิลละห์ ดอนทราย ลูกเหลือง ข้าวน้อย มัทแคนคุ
6.1.3.2 พันธุ์ข้าวที่มีความทนทานปานกลางต่อสภาพดินเปรี้ยวจัด ได้แก่ ข้าวพันธุ์ข้าวแดง เหลือประทิว 123 อะพอลโล ทุ่งทอง ดอกมด นวลแก้ว ข้าวตูล ลูกข้าว หมออรุณ ลูกนาค ขาวดอกมะลิ 105 เคจีที 72 9-4-3-2- ทุ่งทอง กข.21 กข.23 กข.7 กข.13 กข.19 กข.27 กข.25 สุพรรณบุรี 90 แก่นจันทร์ ดอกมะลิ สะกุย ตะเภาแก้ว 161 เล็บมือนาง ขาวตาแห้ง และข้าวห้ารวง
6.1.3.3 พันธุ์ข้าวที่แนะนำให้ปลูกในกรณีพื้นที่ดินเปรี้ยวจัดได้รับการปรับปรุงแล้ว
1) พันธุ์ข้าวรัฐบาล สามารถปลูกได้ทั้งนาปีและนาปัง ได้แก่ กข.21 กข.23 กข.7 และสุพรรณบุรี 90 ส่วนที่ปลูกได้เฉพาะนาปีได้แก่ แก่นจันทร์ และ กข.13
2) พันธุ์ข้าวพื้นเมืองปลูกได้เฉพาะนาปีได้แก่ พันธุ์ข่าวลูกแดง ตำเมไหร อัลฮัมดูมิลละห์ และช่อนางเอื้อง
6.1.2.2 การปลูกพืชบำรุงดิน ถ้าเป็นไปได้ควรมีการปลูกพืชตระกูลถั่วหลังการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ซึ่งดินจะไม่มีน้ำขังในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงพฤษภาคม พอจะปลูกพวกถั่วต่างๆ ได้ ในกรณีที่ไม่ได้ใช้ที่ดินเพื่อทำนาครั้งที่ 2 จะเป็นการช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินและลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีลงด้วย
6.2 การจัดการกลุ่มชุดดินที่ 10 สำหรับการปลูกพืชไร่
การปลูกพืชไร่ในพื้นที่กลุ่มชุดดินที่ 10 จะทำได้ใน 2 ลักษณะคือ การปลูกพืชไร่ในช่วงฤดูแล้ง หลังการเก็บเกี่ยวข้าว คือระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนมิถุนายน พืชไร่ที่ปลูกควรมีอายุไม่เกิน 120 วัน เช่น ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเทียน ถั่วลิสง ถั่วเหลืองและถั่วเขียว เป็นต้น และการปลูกพืชไร่ที่มีลักษณะถาวรจะทำได้ ต้องมีการปรับปรุงสภาพพื้นที่เพื่อป้องกันน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน และมีการยกร่องปลูกแบบถาวรเพื่อช่วยการระบายน้ำของดิน ต้องลงทุนสูงกว่าการปลูกพืชไร่ในลักษณะแรก แต่สามารถปลูกพืชไร่ได้ตลอดทั้งปี หรือปลูกพืชไร่ที่มีอายุเกิน 120 วันได้ เช่น ฝ้าย สับปะรด และละหุ่ง เป็นต้น ดังนั้นเกษตรกรสามารถเลือกการใช้ประโยชน์ที่ดินได้ในสองลักษณะที่กล่าว การจัดการดินให้เหมาะสมสำหรับการปลูกพืชไร่ ควรปฏิบัติดังนี้
6.2.1 การเตรียมพื้นที่ปลูก ในกรณีปลูกหลังการเก็บเกี่ยวข้าวหรือปลูกฤดูแล้งให้ยกแนวร่องปลูกให้สูงขึ้น 10-20 ซม. เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำขังแช่ ถ้ามีฝนตกหรือการให้น้ำชลประทาน ควรมีร่องระบายน้ำตื้นๆ รอบแปลงนาและแปลงนาที่ห่างกันประมาณ 15-20 เมตร เป็นการช่วยระบายน้ำของดิน สำหรับการปลูกพืชไร่ถาวรนั้นคือปลูกทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง ควรต้องสร้างคันรอบพื้นที่ป่องกันน้ำท่วมในฤดูฝนและภายในยกร่องปลูกแบบถาวร โดยให้สันร่องกว้าง 6-8 เมตร มีคู่น้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึกประมาณ 80 ซม. โดยทำแปลงย่อยบนสันร่องสูง 25-30 ซม. กว้างประมาณ 2 เมตร เพื่อช่วยในการระบายน้ำของดินให้ดีขึ้นและช่วยในการล้างความเป็นกรดของดิน
6.2.2 การแก้ความเป็นกรดจัดของดิน ควรใส่ปูน หินปูนฝุ่นหรือปูนมาร์ลให้ทั่วแปลง อัตราประมาณ 2 ตันต่อไร่ ใส่แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากับดินทิ้งไว้ประมาณ 15 วันก่อนปลูกพืช
6.2.3 การทำให้ดินร่วยซุย เนื่องจากกลุ่มชุดดินที่ 10 เป็นดินเหนียว หน้าดินจะไม่ร่วนซุย ควรมีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่นปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอัตราประมาณ 2-3 ตันต่อไร่หรือมีการปลูกพืชปุ๋ยสดแล้วไถกลบลงไปในดินสลับกับการปลูกพืชไร่จะช่วยทำให้ดินร่วยซุยเหมาะแก่การปลูกพืชไร่เศรษฐกิจ
6.2.4 การปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดิน มีความจำเป็นสำหรับกลุ่มชุดดินที่ 10 โดยเฉพาะธาตุอาหารพืชหลักได้แก่ไนโตรเจนและฟอสฟอรัสมักจะขาดหรือไม่เพียงพอกับความต้องการของพืชที่ปลูก สำหรับสูตรอัตราการใช้และวิธีการใส่ปุ๋ยขึ้นอยู่กับชนิดของพืชที่ปลูก
6.2.4.1 การปลูกข้าวโพดหวาน ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 20-20-20 หรือสูตร 15-15-156 อัตรา 50-100 กก. ต่อไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้งๆ ละเท่าๆ กันคือใส่รองก้นหลุมก่อนปลูกและใส่เมื่อข้าวโพดอายุประมาณ 25 วัน และใส่ปุ๋ยยูเรียอัตรา 10 กก.ต่อไร่ โดยใส่สองข้างแถวข้าวโพดและพูนดินกลบโคลนเมื่ออายุข้าวโพด 25-30 วัน
6.2.4.1 การปลูกถั่วเขียว ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 อัตรา 30 กก./ไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 ใส่ปุ๋ยรองพื้น 15 กก./ไร่ และครั้งที่ 2 ใส่ปุ๋ยที่เหลือเมื่อต้นถั่วเขียวมีอายุ 20-25 วันโดยโรยปุ๋ยข้าวแถวแล้วพรวนดินกลบ ในกรณีปลูกถั่วเขียวโดยวิธีหว่านให้ใช้อัตราเดียวกัน
การปลูกถั่วเขียวถั้าจะให้ได้รับผลผลิตสูงควรจะคลุกเมล็ดด้วยไรโซเบียมก่อนปลูก การใช้เชื้อโรไซเบียมคลุกต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
6.2.4.3 การปลูกถั่วลิสง ใส่เคมีสูตร 12-24-12 อัตรา 30 กก./ไร่ แบ่งใส่เช่นเดียวกับการปลูกถั่วเขียวและการใส่ก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน
การปลูกถั่วลิสงในดินที่ไม่เคยปลูกถั่วลิสงมาก่อน ควรคลุกเมล็ด้วยไรโซเบียมก่อนปลูกและปรับความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้มีค่าประมาณ 6.5 ด้วยการใส่ปูน
6.2.4.4 การปลูกถั่วเหลือง ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 อัตรา 20-30 กก./ไร่ หรือสูตร 10-20-10 อัตรา 25-35 กก./ไร่ โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง และการใส่ก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับการใส่ปุ๋ยถั่วเขียวและถั่วลิสงที่กล่าวมาแล้ว
6.2.4.5 การปลูกอ้อย ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 หรือ 16-6-6 อัตรา 70-90 กก./ไร่ หรือสูตร 18-6-6 หรือ 18-8-8 อัตรา 65-85 กก./ไร่ โดยแบ่งใส่ 2 ครั้งๆ ละเท่าๆ กันใส่ครั้งแรกหลังปลูก 1 เดือน และครั้งที่ 2 หลังปลูก 60-90 วัน สำหรับอ้อยปลูกปีแรก ส่วนอ้อยตอ ใสปุ๋ยสูตร 14-14-14 หรือ 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตรา 40-50 กก.ต่อไร่โดยแบ่งใส่ 2 ครั้งคือครั้งแรกต้นฝน ครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรก 30-60 วัน และใส่ร่วมกับปุ๋ยสูตร 20-0-0 อัตรา 25-30 กก.ต่อไร่ หรือปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 15-20 กก./ไร่ การใส่ปุ๋ยทั้งสองครั้งให้โรยข้างแถวแล้วพรวนดินกลบ
6.2.4.6 การปลูกฝ้าย สูตรปุ๋ยเคมีที่ใส่คือ 0-3-0 หินฟอสเฟต) อัตรา 100-200 กก.ต่อไร่ ใส่ร่วมกับปุ๋ยสูตร 18-4-5 อัตรา 30-40 กก./ไร่ หรือ 25-7-7 อัตรา 20-30 กก./ไร่ โดยใส่ปุ๋ยสูตร 0-3-0 ด้วยการหว่านตอนปลูก (3-4 ปีครั้ง) และใส่ปุ๋ยร่วมหลังปลูก 20-25 วัน โดยโรยข้าวแถวปลูกแล้วพรวนกลบและใส่ทุกปี
ส่วนการใส่ปุ๋ยสำหรับพืชไร่อื่น นอกเหนือจากที่กล่าวให้ขอคำแนะนำการใช้ปุ๋ยจากกรมวิชาการเกษตร
6.3 การจัดการกลุ่มชิดดินที่ 10 สำหรับการปลูกผัก
การปลูกผักบนกลุ่มดินที่ 10 จะทำได้ใน 2 ลักษณะเช่นเดียวกับการปลูกพืชไร่ คือการปลูกในช่วงฤดูแล้งหลังการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - พฤษภาคม และการปลูกผักที่มีการใช้ที่ดินเป็นลักษณะถาวร สำหรับการจัดการดินให้เหมาะสมในการปลูกผักทั้ง 2 ลักษณะที่กล่าว ควรปฏิบัติ ดังนี้
6.3.1 การเตรียมพื้นที่ปลูก ในกรณีที่ปลูกในช่วงฤดูแล้งหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ให้ยกแนวร่องปลูกให้สูงขึ้น 10-20 ซม. และมีความกว้าง 1.5-2.0 เมตร ระหว่างร่องเว้นทางเดินประมาณ 30 ซม. เพื่อสะดวกต่อการให้น้ำ การใส่ปุ๋ย การกำจัดวัชพืชและการฉีดยากำจัดศัตรูพืช ตลอดทั้งช่วยป้องกันไม่ให้น้ำขังแช่เมื่อมีฝนตกและควรมีร่องระบายน้ำตื้นๆ รอบแปลงปลูกหรือรอบกระทงนาด้วย ส่วนการเตรียมพื้นที่ปลูกผักแบบถาวร คือปลูกทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง จะต้องทำคันรอบพื้นที่เพื่อป้องกันน้ำท่วม และภายในพื้นที่ให้ยกร่องสวน มีขนาดกว้างประมาณ 6 เมตร มีคูระบายน้ำกว้าง 1.5 เมตร และลึกประมาณ 80 ซม. หรือลึกพอถึงระดับชั้นดินเลนที่มีสารประกอบไพไรท์มาก บนสันร่องใหญ่อาจแบ่งซอยเป็นสันร่องย่อย โดยยกแปลงให้สูงขึ้นประมาณ 10-20 ซม. และกว้างประมาณ 1-2 เมตร เพื่อระบายน้ำบนสันร่องและป้องกันไม่ให้ดินแฉะมากเวลารดน้ำหรือเมื่อมีฝนตก
6.3.2 การแก้ความเป็นกรดจัดของดิน ควรใส่ปูน หรือปูนฝุ่น หรือปูนมาร์ล ให้ทั่วอัตราประมาณ 2-3 ตัน/ไร่ ใส่แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากับดินทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน ก่อนปลูกผัก
6.3.3 การทำให้ดินร่วนซุย เนื่องจากดินกลุ่มนี้เป็นดินเหนียว ปรกติหน้าดินจะไม่ร่วนซุย ควรมีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่นปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 3-5 ตันต่อไร่ โดยใส่คลุกเคล้ากับดินและตากดินให้แห้งก่อนที่จะมีการย่อยดินสำหรับการปลูกผัก
6.3.4 การปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดิน นอกจาการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่กล่าวแล้ว ในการปลูกผักจำเป็นต้องมีการใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของผัก สูตรอัตราการใช้และวิธีการใช้ปุ๋ยเคมีสำหรับผักนั้นพอจะแบ่งออกได้ดังนี้
6.3.4.1 ผักที่ปลูกเพื่อรับประทานใบ ได้แก่ ผักบุ้ง คะน้า ผักกาดขาว และผักกาดเขียว เป็นต้น ควรใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือปุ๋ยสูตรอื่นที่มีธาตุอาหารพืชใกล้เคียงกัน อัตรา 100 กก.ต่อไร่ โดยแบ่งใส่ 2 ครั้งเท่าๆ กัน ครั้งแรกใส่ก่อนปลูก 1 วัน และครั้งที่ 2 ใส่หลังปลูก 20-25 วัน พร้อมกับใส่ปุ๋ยยูเรียอัตรา 20 กก.ต่อไร่
6.3.4.2 ผักที่ปลูกเพื่อรับประทานผล ได้แก่ พริก มะเขือ มะเขือเทศ แตงต่างๆ และถั่วฝักยาว เป็นต้น สูตรปุ๋ยที่ใช้ 15-15-15 อัตรา 40-50 กก.ต่อไร่ โดยแบ่งใส่ 2 ครั้งเท่าๆ กัน ครั้งแรกใส่หลังจากย้ายปลูก 5-7 วัน ครั้งที่ 2 ใส่เมื่อเริ่มออกดอกหรือหลังการย้ายกล้าปลูกแล้วประมาณ 30 วัน โดยใส่สองข้างแถวแล้วกลบดิน สำหรับถั่วฝักยาวใช้สูตร 10-30-10 อัตรา 30-40 กก.ต่อไร่ โดยแบ่งใส่ 2 ครั้งเท่าๆ กัน คือครั้งแรกใส่รองก้นหลุมก่อนปลูกกลบดินแล้วหยอดเมล็ด ครั้งที่ 2 ใส่เมื่อเริ่มออกดอกโดยโรยสองข้างแถวแล้วกลบดิน
6.3.4.3 ผักที่ปลูกเพื่อรับประทานหัว ได้แก่ หอม กระเทียม แครอท เป็นต้น ใช้ปุ๋ยสูตร 20-10-10 อัตรา 40-50 กก.ต่อไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้งเท่าๆ กัน ครั้งแรกใส่ก่อนปลูกโดยหว่านทั่วแปลง ครั้งที่ 2 ใส่หลังปลูกแล้ว 30 วัน โดยวิธีหว่านให้ทั่วแปลงแล้วลดน้ำทันที
6.4 การจัดการกลุ่มชุดดินที่ 10 สำหรับปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น
เนื่องจากกลุ่มชุดดินที่ 10 มีข้อจำกัดอย่างมากในการใช้ปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น เพราะเป็นดินที่เกิดในที่ราบเรียบถึงลุ่มต่ำ น้ำท่วมขังในฤดูฝนเป็นระยะนาน 4-6 เดือน ดินมีการระบายน้ำเลวและดินเปรี้ยวจัด ในสภาพปัจจุบันจึงไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น เว้นแต่จะได้มีการปรับปรุงสภาพพื้นที่และการพัฒนาที่ดินให้เหมาะสม ถ้าเกษตรกรต้องการจะเปลี่ยนสภาพการใช้ที่ดินจากที่ใช้ทำนาอยู่ในปัจจุบันเป็นการปลูกไม้ผลหรือไม้ยืนต้น ควรจะได้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้
6.4.1 การทำคันดินรอบพื้นที่เพาะปลูกเพื่อป้องกันน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน ถ้าเป็นไปได้ควรติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เพื่อระบายน้ำออกเมื่อมีฝนตกหนัก
6.4.2 การยกสันร่องสำหรับปลูกไม้ผลหรือไม้ยืนต้น ให้มีขนาดกว้าง 6-8 เมตร ส่วนท้องร่องกว้าง 1-1.5 เมตร ความลึกประมาณ 1 เมตร หรือลึกเหนือชั้นดินเลนที่มีไพรไรท์เป็นองค์ประกอบอยู่สูง ซึ่งร่องที่กล่าวนี้นอกจากช่วยในการระบายน้ำของดินแล้วยังช่วยในการเก็บกักน้ำไว้รดต้นไม้ผลหรือไม้ยืนต้นที่ปลูกได้ด้วย ท้องร่องระหว่างสันร่องที่ใช้ปลูกพืชควรจะต่อเนื่องกับร่องรอบสวนที่อยู่ติดกับคันดินป้องกันน้ำท่วม เพื่อประโยชน์ในการระบายน้ำเข้าออกเมื่อมีฝนตกและชะเอาความเป็นกรดของดินลงไป ถ้าเป็นไปได้ควรระบายน้ำในร่องออก 3-4 เดือนต่อครั้ง และควรควบคุมน้ำในร่องไม่ให้ต่ำกว่าชั้นดินเลนที่มีไพไรท์เป็นองค์ประกอบอยู่สูง เพื่อป้องกันไม่ให้ไพไรท์ถูกออกซิเดชั่น ทำให้ดินเป็นกรเพิ่มขึ้น
6.4.3 การแก้ความเป็นกรดจัด หรือความเปรี้ยวของดิน โดยการใช้ปูนฝุ่น หินปูนบด หรือปูนมาร์ล หว่านให้ทั่วทั้งร่องที่ปลูก อัตราประมาณ 2-3 ตันต่อไร่ เสร็จแล้วให้ขุดหลุมปลูกให้มีขนาดกว้างยาวและลึกอยู่ระหว่าง 50-100 ซม.ตากดินที่ขุดขึ้นมาให้แห้งหรือตากดินไว้ 1-2 เดือน แล้วนกลับลงไปในหลุมผสมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก และผสมกับหินฝุ่นหรือหินปูนมาร์ล อัตรา 2.5 กก.ต่อหลุม ในกรณีที่ไม่ได้หว่านปูนมาร์ลบนร่องปลูกให้คลุกหินปูนบนหรือปูนมาร์ลกับดินในหลุมปลูก อัตรา 15 กก.ต่อหลุม ในการแก้ความเป็นกรดจัดของดิน
6.4.4 การปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ การปลูกไม้ผลในกลุ่มชุดดินที่ 10 ที่จะให้ได้ผลดีนั้น จำเป็นต้องมีการใช้ปุ๋ยเคมีช่วยนอกเหนือจากการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่นปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก สูตรอัตราการใช้ และวิธีการใช้ ปุ๋ยเคมีนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของไม้ผลที่ปลูก เช่น
6.4.4.1 การปลูกมะม่วง มะม่วงเป็นไม้ผลชนิดหนึ่งที่สามารถปลูก และขึ้นได้ดีในกลุ่มชุดดินที่ 10 ที่ได้มีการปรับปรุงสภาพพื้นที่ เพื่อป้องกันน้ำท่วมและยกร่องปลูก สำหรับการใส่ปุ๋ยมะม่วงควรจะปฏิบัติตามคำแนะนำข้างล่างนี้
การใส่ปุ๋ยมะม่วง
ระยะเวลาใส่ |
ปริมาณธาตุอาหารแนะนำ N-P2O5-K2O)กรัม/ตัน x อายุปี** |
สูตรปุ๋ยที่แนะนำ |
อัตราการใช้ กรัม/ตัน x อายุ** |
วิธีการใส่ปุ๋ย |
เตรียมหลุมปลูก |
0-15-0 | 0-3-0 | 500 | -คลุมกับดินในหลุมปลูก |
ก่อนตกผล (0-4 ปี) ใส่ปุ๋ย 4 ครั้งเดือนมีนาคมพฤษภาคม สิงหาคม และตุลาคม |
100-100-50 | 12-24-12 หรือ
15-30-15 ร่วมกับ* 21-0-0 หรือ 46-0-0 หรือ 20-20-10 |
400-500 300-400 200-250 100-125 500-600 |
-แบ่งใส่ 2
ครั้งๆ ละเท่าๆ กันสลับด้วยปุ๋ย
เดี่ยวแบ่งใส่ 2 ครั้งๆ ละ เท่าๆ
กัน
โดยหว่านให้สม่ำเสมอรอบบริเวณทรงพุ่ม
ห่างจากโคนต้นประมาณ 30 ซม.
แล้วพรวนดินกลบ -แบ่งใส่ปุ๋ยผสม 4 ครั้งๆ ละ เท่าๆ กัน |
ระยะเวลาใส่ |
ปริมาณธาตุอาหารแนะนำ N-P2O5-K2O)กรัม/ตัน x อายุปี** |
สูตรปุ๋ยที่แนะนำ |
อัตราการใช้ กรัม/ตัน x อายุ** |
วิธีการใส่ปุ๋ย |
ตกผลแล้ว ใส่ปุ๋ยหลังเก็บผลผลิตแล้ว 2 ครั้ง และหลังติดผลแล้ว 1 ครั้ง |
120-40-200 และใส่คงที่เมื่อ อายุ 12 ปี |
14-9-20 15-5-20 ร่วมกับ* 14-0-20 หรือ 15-5-20 |
500-600 500-600 500-600 800-900 |
-แบ่งใส่ 2
ครั้งๆ ละเท่าๆ กัน
ใส่ครั้งที่ 3 แบ่งใส่ 3 ครั้งๆ ละเท่ากัน |
*เลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง
** หมายถึง จำนวนปีหลังจากปลูกพืช เช่น อายุ 4 ปี ใช้ปุ๋ย 400 x 4 = 1,600 กรัม/ต้น/ปี
การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ - ปุ๋ยคอกอัตรา 30-50 กิโลกรัม/ต้น/ปี หว่านรอบบริเวณทรงพุ่มหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว
6.4.4.2 การปลูกส้ม (ส้มเขียวหวานและส้มโอ) ส้มเป็นพืชสวนอีกชนิดหนึ่งที่สามารถขึ้นได้ดีในดินเปรียวจัดที่ได้มีการปรับปรุงสภาพพื้นที่ป้องกันน้ำท่วมในฤดูฝนและยกร่องปลูกเพื่อช่วยการระบายน้ำของดิน แต่มีความจำเป็นต้องมีการใช้ปุ๋ยเคมีในการเพิ่มผลผลิตสำหรับสูตร อัตรา และวิธีการใช้ควรปฏิบัติตามคำแนะนำข้างล่างนี้
การใส่ปุ๋ยส้ม
ระยะเวลาใส่ |
ปริมาณธาตุอาหารแนะนำ N-P2O55-K2O)กรัม/ตัน x อายุปี** |
สูตรปุ๋ยที่แนะนำ |
อัตราการใช้ กรัม/ตัน x อายุ** |
วิธีการใส่ปุ๋ย |
เตรียมหลุมปลูก |
0-15-0 | 0-3-0 | 500 | -คลุมกับดินในหลุมปลูก |
ก่อนตกผล (0-3 ปี) ใส่ปุ๋ย 4 ครั้งทุกๆ 3 เดือน |
70-15-30 | 18-6-6 25-7-7 ร่วมกับ* 14-0-20 หรือ 16-3-5 หรือ 18-4-5 |
250-300 200-250
200-500 500-600 400-500 |
-แบ่งใส่ 2
ครั้งๆ ละเท่าๆ กัน
โดยใส่ครั้งที่ 1 และ 3
โดยหว่านให้สม่ำเสมอรอบบริเวณทรงพุ่ม
ห่างจากโคนต้นประมาณ 30 ซม.
แล้วกลบด้วยปุ๋ยอินทรีย์หรือเศษซากพืช -แบ่งใส่ 2 ครั้งๆ ละเท่าๆ กัน ใส่ครั้งที่ 2 และ 4 -แบ่งใส่ 4 ครั้งๆ ละเท่ากัน |
ระยะเวลาใส่ |
ปริมาณธาตุอาหารแนะนำ N-P2O5-K2O)กรัม/ตัน x อายุปี** |
สูตรปุ๋ยที่แนะนำ |
อัตราการใช้ กรัม/ตัน x อายุ** |
วิธีการใส่ปุ๋ย |
| ตกผลแล้ว ใส่ปุ๋ยหลังเก็บผลแล้ว 2 ครั้ง และหลังติดผลแล้ว 1 ครั้ง |
80-20-65 และใส่คงที่เมื่อ อายุ 12 ปี |
12-3-6 14-4-9 ร่วมกับ* 14-0-20 หรือ 15-3-12 |
600-700 500-600 100-1500 500-600 |
-แบ่งใส่ 2
ครั้งๆ ละเท่าๆ กัน
หลังเก็บผลแล้ว ใส่ครั้งที่ 3 ใส่หลังติดผลแล้ว แบ่งใส่ 3 ครั้งๆ ละเท่าๆ กัน |
*เลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง
** อายุหมายถึง จำนวนปีหลังจากปลูกต้นพืช เช่น อายุ 3 ปี ใช้ปุ๋ย 250 x 3 = 750 กรัม/ตัน/ปี
การใช้ปุ๋ยอินทรีย์-ปุ๋ยคอกอัตรา 5-50 กิโลกรัม/ตัน ใส่กลบปุ๋ยเคมีห่างจากโคนต้นประมาณ 30 เซนติเมตร
ปลูกพืชตระกูลถั่วช่วงอายุน้อยปลูกระหว่างแถวแล้วไถกลบขณะเริ่มออกดอก
6.4.4.3 การปลูกมะพร้าว มะพร้าวเป็นไม้ผลอีกชนิดหนึ่งที่สามารถขึ้นได้ดีในดินเปรี้ยวจัด ที่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขสภาพพื้นที่เพื่อป้องกันน้ำท่วมและยกร่องปลูกช่วยในการระบายน้ำของดินและได้มีการแก้ไขความเป็นหรดของดินให้ลดน้อยลง แต่จำเป็นต้องมีการใช้ปุ๋ยช่วยในการปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินเพื่อเพิ่มผลผลิตของมะพร้าว การใช้ปุ๋ยควรจะได้ปฏิบัติตามคำแนะนำที่ให้ไว้ข้างล่างนี้
การใส่ปุ๋ยมะพร้าว
ระยะเวลาใส่ |
ปริมาณธาตุอาหารแนะนำ N-P2O5K2O)กรัม/ตัน x อายุปี*** |
สูตรปุ๋ยที่แนะนำ |
อัตราการใช้ กรัม/ตัน x อายุ** |
วิธีการใส่ปุ๋ย |
เตรียมหลุมปลูก |
0-15-0 | 0-3-0 | 500 | -รองพื้นบริเวณหลุมปลูก |
| มะพร้าวอายุ
1-5 ปี ใส่ปุ๋ย 2 ครั้งในช่วงต้นและปลายฤดู |
125-125-375 | 13-13-21 หรือ 15-15-15 16-16-16 ร่วมกับ* 0-0-60 |
1.0 1.0 1.0 0.5 |
โรยในร่องปุ๋ยรอบโคนต้นรัศมี
0.5-2.0 เมตร
(ขึ้นอยู่กับอายุและขนาดของต้น) แล้วพรวนดินกลบ |
| มะพร้าวอายุตั้งแต่
6 ปีขึ้นไป ใส่ปุ๋ย 2 ครั้ง ในช่วงต้นและปลายฤดูฝน |
750-750-2250 | 13-13-21 หรือ 15-15-15 16-16-16 ร่วมกับ 0-0-60 |
6.0 5.0 5.0 3.0 |
-แบ่งปุ๋ยใส่ปีละ 2 ครั้ง |
*เลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง
** อายุปีหมายถึง จำนวนปีหลังจากปลูกต้นพืช เช่น อายุ 4 ปี ใช้ปุ๋ย 1,000 x = 4,000 กรัม/ตัน/ปี
6.4.4.4 การปลูกปาล์มน้ำมัน (ควรปลูกเฉพาะภาคใต้) ปาล์มน้ำมันเป็นพืชน้ำมันที่สามารถขึ้นได้ดีในดินที่เป็นดินเปรี้ยว ถ้ามีการจัดการป้องกันน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนและมีการยกร่องปลูก เช่นเดียวกับไม้ผลอย่างอื่นที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่จำเป็นต้องมีการใช้ปุ๋ยปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดิน และเพิ่มผลผลิตของปาล์มน้ำมัน การใช้ปุ๋ยทั้งสูตร อัตราใช้และวิธีการใช้ควรปฏิบัติตามคำแนะนำข้างล่างนี้
การใส่ปุ๋ยปาล์มน้ำมัน
ระยะเวลาใส่ |
ปริมาณธาตุอาหารแนะนำ N-P2O5-K2O)กรัม/ตัน x อายุปี** |
สูตรปุ๋ยที่แนะนำ |
อัตราการใช้ ก.ก./ตัน |
วิธีการใส่ปุ๋ย |
เตรียมหลุมปลูก |
0-7.5-0 | 0-3-0 | 0.25 | รองพื้นบริเวณหลุมปลูก |
| อายุ 1 ปี ใส่ปุ๋ย 5 ครั้ง |
0.40-0.30-0.40 | 12-12-17 13-13-21 ร่วมกับ 21-0-0 46-0-0 |
2.0-2.5 2.0-2.5 2.0-2.5 1.0-1.2 |
แบ่งใส่ปุ๋ยผสม 3 ครั้ง สลับด้วยปุ๋ยเดี่ยว 2 ครั้ง |
| อายุ 2-4 ปี แบ่งใส่ 3 ครั้ง ต้นกลางและปลายฤดูฝน |
0.42-0.42-0.63 | 13-13-21 14-14-21 15-15-21 12-12-17 |
3.0-5.0 3.0-5.0 3.0-5.0 3.0-6.5 |
ใส่ปุ๋ยในวงกลมรัศมีห่างกจาโคนต้น 1.5-2.0 เมตร หลังจากกำจัดวัชพืชรอบโคนต้น |
| อายุ 5
ปีขึ้นไป แบ่งใส่ 3 ครั้ง ต้นกลางและปลายฤดูฝน |
1.12-0.72-1.6 ร่วมกับ 0.1 โบรอน |
14-9-21 14-9-20 12-9-21 ร่วมกับ โบแรกซ์ 50-100 กรั/ตัน/ปี |
8.0-9.0 8.0-9.0 8.0-9.0 |
การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ควรใส่ทะลายเปล่าปาล์มน้ำมันรอบๆ โคนต้นปาล์มอยู่เสมอๆ เพื่อเพิ่มปริมาณธาตุโพแทสเซียม
เพื่อให้การใช้ปุ๋ยเคมีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ควรพิจารณาค่าผลการวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในปาล์มประกอบด้วย หากพบว่ามีธาตุอาหารตัวใดต่ำกว่าค่าวิกฤต ควรพิจารณาใส่ธาตุอาหารนั้นๆ เป็นกรณีพิเศษ
ค่าวิกฤตของธาตุอาหารในใบปาล์มทางใบที่ 17
N = 2.0 - 2.2% P = 0.18-0.19% S = 0.18 ppm
K - 1.5% Mg = 0.3%
B = 10-15 ppm Mn = 200-400 ppm
Fe = 80-120 ppm Zn = 5 ppm
Cu = 5 ppm Mo = 0.5 ppm
การปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดิน นอกจากการใช้ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ที่กล่าวแล้ว ควรมีการปลูกพืชปุ๋ยสดที่เป็นพืชตระกูลถั่วระหว่างต้นไม้ผลที่ปลูกแล้วไถกลบลงไปในดินระยะออกดอกก็จะเป็นการช่วยเพิ่มแร่ธาตุอาหารพืชให้แก่ดินอีกทางหนึ่งด้วย หรือมีการปลูกพืชตระกูบถั่วบางชนิดคลุมดิน เพื่อป้องกันวัชพืชและใบพืชตระกูลถั่วที่ร่วงหล่นลงบนผิวดินจะสลายตัวให้ธาตุอาหารพืชแก่ดิน และยังช่วยรักษาความชื้นในดินในช่วงฤดูแล้งอีกด้วย
6.6 การจัดการกลุ่มชุดดินที่ 10 หรับปลูกไม้โตเร็ว ได้แก่ เสม็ด ยูคาลิปตัส และสนปฏิพัทธ์ เป็นต้น ซึ่งพืชที่กล่าวนี้สามารถขึ้นได้ดีในดินเปรี้ยวที่ได้มีการปรับปรุงสภาพพื้นที่ที่ปลูกโดยนำคันรอบพื้นที่ปลูก เพื่อป้องกันน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนและมีการยกสันร่องปลูกเพื่อช่วยในการระบายน้ำของดิน การจัดการอย่างอื่น ก็ไม่ค่อยจำเป็นนัก
6.7 การจัดการกลุ่มชุดดินที่ 10 สำหรับปลูกหญ้าอาหารสัตว์ มีพันธุ์หญ้าหลายชนิดที่สามารถขึ้นได้ดีในดินกลุ่มนี้ เป็นต้นว่าหญ้าขน หญ้าปล้องน้ำ และหญ้าชันอากาศ ถ้าได้มีการปรับปรุงแก้ไขสภาพน้ำขังแช่ ความเป็นกรดของดินและใช้ปุ๋ยปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดิน สามารถปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ได้ดี ซึ่งเป็นทางเลือกอีกอย่ารงหนึ่งในการใช้ประโยชน์ของดินกลุ่มนี้